วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2552

ระบบเลนส์แบบ FOLDED OPTIC


หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า FOLDED OPTIC กันมาบ้างแล้ว นักถ่ายภาพที่สนใจเรื่องเทคโนโลยี เรื่องอุปกรณ์ถ่ายภาพ คงทราบดีว่า FOLDED OPTIC คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไรต่อการออกแบบกล้องดิจิตอลรุ่นใหม่ๆ แต่นักถ่ายภาพมือใหม่ส่วนใหญ่คงไม่รู้ว่า FOLDED OPTIC คืออะไรและมีดีอย่างไร

FOLDED OPTIC เป็นการออกแบบระบบออฟติคอลซูมรูปแบบใหม่ ซึ่งเพิ่งจะมีใช้ในกล้องดิจิตอลเมื่อราวๆ 2-3 ปีมานี้เอง โดยผู้ผลิตกล้องจากญี่ปุ่น MINOLTA กับ กล้องดิจิตอลรุ่น DIMAGE X

กล้องคอมแพคดิจิตอลในช่วง 3-4 ปีก่อน หากจะออกแบบให้มีขนาดกะทัดรัดแบนและบางแบบ CARD SIZE มักจะต้องใช้เลนส์ทางยาวโฟกัสเดียว เพราะถ้าใช้เลนส์ซูมจะมีข้อจำกัดในเรื่องกระบอกเลนส์ เพราะแม้จะใช้กระบอกซ้อนกัน 2-3 ชั้น มันต้องใช้พื้นที่ของตัวกล้องมากพอควรในการบรรจุกระบอกเลนส์และชุดเลนส์ที่พับเก็บแล้ว ความหนาของตัวกล้องจึงไม่น้อยกว่า 22 มม. ทำให้ไม่สามารถออกแบบให้กล้องบางกว่านั้นได้

มินอลต้าจึงพัฒนาระบบเลนส์ซูมรูปแบบใหม่ คือแทนที่จะให้ชิ้นเลนส์เคลื่อนออกมาพร้อมกับกระบอกเลนส์เป็นระยะทาง 15-30 มม. มินอลต้ากลับวางชิ้นเลนส์และระบบกลไกของกระบอกเลนส์ไว้ภายในตัวกล้องทั้งหมด วางเลนส์ชิ้นหน้าไว้มุมขวาบน ด้านหลังของเลนส์ชุดหน้าจะเป็นปริซึม 45 องศา เพื่อหักเหแสงที่ผ่านจากเลนส์ชุดหน้าไปยังชุดเลนส์ด้านในตัวกล้อง เลนส์ชิ้นหน้าไม่มีการขยับเลื่อนออกมาจากตัวกล้อง ต้องใช้การสังเกตสักหน่อยจึงพอจะมองเห็นการเคลื่อนที่ของชุดเลนส์ด้านใน

ระบบซูม FOLDED OPTIC ทำให้สามารถออกแบบกล้องให้มีขนาดกะทัดรัดและบางได้ แม้จะเปิดใช้งานตัวกล้องก็ยังคงบางเฉียบเช่นเดิม ข้อดีอีกเรื่องคือทำให้สามารถลดเวลาในการเปิดเครื่องได้อีกพอควร เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาในการเลื่อนกระบอกเลนส์ออกมายังตำแหน่งใช้งาน กล้องจึงพร้อมถ่ายในเวลารวดเร็วกว่า

ระบบซูมแบบ FOLDED OPTIC จึงเป็นทางออกของการออกแบบกล้อง ULTRA SLIM ทั้งหลาย จากกล้องอนุกรม X ของโคนิก้ามินอลต้า ผลิตกล้องที่ใช้เลนส์ฃูมแบบนี้ออกมาหลายรุ่นคือ Dimage X, Xt, Xg X50 และ X60 ผู้ผลิตรายถัดมาที่ใช้ระบบซูมรูปแบบนี้ก็คือ SONY กับกล้องอนุกรม T คือ T1, T33 และ T7 ตามมาด้วย Nikon S1, S2 และ SAMSUNG i5 ส่วน CANON, PENTAX และ CASIO ยังไม่ใช้ระบบซูมแบบนี้ แต่ออกแบบเลนส์ซูมให้บางลงด้วยการใช้กระบอกเลนส์ 3-4 ชั้นและใช้ระบบเลื่อนชุดเลนส์บางชุดออกเมื่อพับเก็บเลนส์

ขอขอบคุณบทความนี้ จากนิตยสาร FOTOINFO MAGAZINE No.4: กรกฎาคม 2548 (เก่าไปหน่อย แต่ความรู้เหมือนกัน อิอิ)

Read More

ระยะชัดลึก Dept of Field


การเริ่มต้นถ่ายภาพจริงจังสำหรับมือใหม่ นอกจากการฝึกปรับความชัดแม่นยำ และถูกตำแหน่งแล้ว ยังต้องเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการควบคุมระยะชัดลึกของภาพ ซึ่งบ่อยครั้งที่ช่างภาพมืออาชีพที่มีประสบการณ์ยังตอ้งตกม้าตายกับเรื่องนี้ สาเหตุมาจากการใช้กล้องถ่ายภาพที่มีระบบอัติโนมัติมากมาย ทำให้ละเลยที่จะเรียนรู้พื้นฐานการถ่ายภาพที่สำคัญ เช่นการควบคุมระยะชัดลึก ส่งผลให้ภาพที่ได้ขาดความสมบูรณ์ไปอย่างน่าเสียดาย


ระยะชัดลึก( Depth of field) คืออะไร

ระยะชัดลึก บางครั้งก็เรียกว่าความชัดลึก คือควมชัดด้านหน้าและด้านหลังของตำแหน่งที่เราปรับความชัด เช่นหากถ่ายภาพบุคคลเต็มหน้าและปรับความชัดที่ดวงตา ในทางทฤษฎีภาพจะชัดเฉพาะที่ระนาบของดวงตาเท่านั้น (ไม่สามารถปรับความชัดหลายๆระนาบได้ เช่น ไม่สามารถปรับความชัดที่ 3,4 หรือ 5 เมตรในภาพเดียวกันได้ตอ้งปรับความชัดที่ระยะใดระยะหนึ่งเท่านั้น) ลำแสงจากวัตถุที่เราปรับโฟกัสให้ชัดจะไปตัดกับจุดระนาบฟิล์มพอดี แต่ความชัดจะบางเหมือนแผ่นกระดาษและอยู่ระนาบเดียวกับระนาบเซ็นเซอร์ สำหรับกลอ้งถ่ายภาพปกติ(ยกเว้นกลอ้งที่สามารถปรับมุมของระนาบเลนส์และระนาบฟิล์มได้ เช่นกลอ้งวิว หรือกลอ้งบางประเภทเท่านั้น ที่สามารถบิดระนาบความชัดไปมาได้) ทำให้ส่วนที่เป็นแก้ม ใบหู ฉากหลังและฉากหน้าเบลอไป เพราะลำแสงของภาพจากส่วนที่ไม่ใช่ความชัดนี้จะไม่ตัดกันเป็นจุด แต่จะตัดกันเป็นวงกลมขนาดใหญ่แทน ทำให้ภาพนอกระยะตำแหน่งปรับความชัดเบลอไป เราเรียกจุดและวงกลมที่เกิดจากลำแสงไปตัดกันที่ระนาบฟิล์มนี้ว่า Circle of confusion


ในทางปฎิบัติเราสามารถควบคุมความชัดของภาพให้เพิ่มขึ้นจากระนาบความชัดได้ โดยการลดขนาดลำแสงที่ผ่านเลนส์ไปยังฟิล์มมีขนาดเล็กลง นั่นคือการลดขนาดรูรับแสงของเลนส์ให้เล็กลง ยิ่งหรี่ขนาดรูรับแสงเพิ่มขึ้นเท่าไร จะทำให้วงกลมนี้เล็กลงเรื่อยๆ จนกระทั่งฟิล์มและสายตาไม่สามารถแยกแยะออกได้ว่า ลำแสงตัดกันเป็นจุดหรือวงกลมทำให้ภาพเกิดความชัดขึ้นมาได้ นั่นคือ การเกิดระยะชัดทางด้านหน้าและด้านหลังระนาบที่ถูกปรับให้ชัด หรือเป็นการเกิด Depth of field นั่นเอง

ขนาดของ Circle of confusion ใหญ่ที่สุดซึ่งกลายเป็นจุดอันจะทำให้ภาพเกิดความชัดขึ้นมา เราเรียกว่า Permissible circle of confusion ซึ่งขนาดของวงกลมดังกล่าวนี้ จะมีกรกำหนดไม่เท่ากันในผู้ผลิตเลนส์แต่ละราย เพราะขนาดของ circle of confusion ขึ้นกับระยะที่มองภาพอัตราขยายภาพ ความแตกต่างของสีหรือแสงระหว่างฉากหน้ากับฉากหลัง

แสงสว่างที่ส่องมายังภาพ รวมไปถึงสายตาของผู้มองภาพด้วย เช่น ถ้าเรามองภาพจากระยะไกล เราจะแยกภาพชัดกับไม่ชัดยากกว่าการมองภาพใกล้ๆ และการขยายภาพขนาดเล็กกับขนาดใหญ่มากๆ ก็จะแสดงความชัดกับไม่ชัดของภาพออกมาได้มากกว่า แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ดูภาพส่วนใหญ่จะมองภาพด้วยระยะห่างประมาณ เส้นทแยงมุมของภาพอันเป้นเรื่องของมุมรับภาพของสายตา หากภาพมีขนาดเล็กก็จะดูภาพในระยะใกล้ ภาพขนาดใหญ่ก็จะดูภาพจากระยะไกล ดังนั้น เราจึงถือว่าอัตราขยายภาพและระยะการมองไม่มีผลต่อขนาดของ Circle of confusion ในทางปฎิบัติ

โดยมาตรฐานแล้ว จะกำหนดระยะการมองภาพไว้ที่ 10 นิ้ว ด้วยปัจจัยหลายประการนี้เอง ทำให้เลนส์ต่างยี่ห้อที่มีทางยาวโฟกัสเท่ากัน ขนาดรูรับแสงเท่ากัน แต่มีตัวเลขความชัดลึกที่กระบอกเลนส์ไม่เท่ากัน แต่ภาพที่ถ่ายออกมานั้นจะมีความชัดลึกเท่ากัน และที่น่าแปลกใจคือ ไม่ได้มีข้อกำหนดร่วมกับเลนส์ของผู้ผลิตแต่ละรายว่าควรจะใช้ ขนาดของ Circle of confusion นี้เท่าไร ตามมาตรฐานทั่วไปจะกำหนดที่ขนาด 1/1000 นิ้ว หรือ 0.003937 มม. แต่ในการผลิตจริง ของผู้ผลิตเลนส์จะมีค่าตั้งแต่ 1/70 ถึง 1/200 นิ้ว

ชัดลึกและชัดตื้น

ระยะชัดทางด้านหน้าของตำแหน่งที่ปรับความชัด เราจะเรียกว่า ชัดตื้น ส่วนระยะชัดด้านหลังของระนาบความชัด เราเรียกว่าชัดลึก ระยะชัดจากด้านหลังสุดเราเรียกว่า ช่วงความชัด เช่นเลนส์ขนาด 50 มม. ปรับความชัดที่ระยะ 3 เมตร ปรับขนาดรูรับแสง f/16 ระยะชัดด้านหน้าอยู่ที่ 2 เมตร ระยะชัดด้านหลังอยู่ที่ 10 เมตร ถึง 10 เมตร หรือมีช่วงระยะชัด 8 เมตร เป็นต้น

กล้องถ่ายภาพ 35 มม. DLR หรือกลอ้งดิจิตอล SLR ในปัจจุบันเป็นระบบ Auto Diaphragm ซึ่งเลนส์จะเปิดรูรับแสงกว้างสุดเอาไว้ตลอดเวลา เพื่อให้ผู้ใช้สามารถปรับความชัด (ปรับโฟกัส) และช่องมองภาพได้ง่ายขึ้น ดังนั้นภาพที่ปรากฏในช่องมองภาพที่มีระยะชัดลึกน้อยที่สุดของเลนส์ที่กำลัง ใช้งานอยู่ เมื่อชัตเตอร์บันทึกภาพ ระบบควบคุมของกลอ้งจะทำให้รูรับแสงหรี่ลงมาตามขนาดรูรับแสงจริงที่เราตั้งเอาไว้จากนั้นชัตเตอร์จึงทำงาน หลังจากที่ชัตเตอร์ปิด รูรับแสงก็จะเปิดกว้างสุดเหมือนเดิม หากถ่ายภาพโดยใช้รูรับแสงแคบ เช่น f/11 คุณก็จะได้ภาพถ่ายที่มีระยะชัดลึกมากกว่าที่มองเห็นในช่องมองภาพ

ชัดลึกและชัดตื้นจะมีความหมายในอีกกรณีหนึ่ง คือการชัดและเบลอของฉากหน้าและฉากหลัง ถ้าฉากหน้าและฉากหลังเบลอมากเราเรียกว่า ชัดตื้น หากชัดมากเราจะเรียกว่าชัดตื้น แต่เนื่องจากความชัดลึกชัดตื้นในกรณีนี้เป็นความรู้สึกของผู้ดูภาพซึ่งแต่ละบุคคลจะมีความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป

การควบคุมความชัดลึก

คุณสามารถควบคุมความชัดลึกของภาพได้ด้วยตัวเอง ความชัดลึกของภาพกำหนดโดยขนาดของ Circle of confusion ซึ่งถ้าเราให้เลนส์แต่ละยี่ห้อมีขนาด Circle of confusion เท่ากันแล้ว เราจะรู้ได้ว่าเลนส์ทุกยี่ห้อ ไม่ว่าจะแพงหรือถูกเพียงใด หากมีทางยาวโฟกัสเท่ากันและขนาดรูรับแสงเท่ากัน จะมีระยะชัดลึกเท่ากันด้วยอัตราการขยายภาพไม่มีผลต่อความชัดลึกของภาพดังที่กล่าวไปก่อนหน้านี้และเราสามารถควบคุมความชัดลึกของภาพได้ 3 วิธี

การควบคุมขนาดรูรับแสง (F-Number)
การลดขนาดรูรับแสงลง จะทำให้ระยะชัดลึกด้านหน้าและด้านหลังจุดปรับความชัดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่อย่าลืมว่าความชัดที่เห็นในช่องมองภาพนั้นเป็นความชัดที่ขนาดรูรับแสงกว้างสุด หากต้องการตรวจสอบว่าค่ารูรับแสงที่ใช้จะทำให้ระยะชัดลึกมากน้อยเพียงใด สามารถทำได้โดยการกดปุ่มเช็กชัดลึกที่ตัวกลอ้ง (ถ้ามี)

ระยะปรับความชัด ( Focusing distance)
ระยะชัดลึกจะแปรผันตามระยะชัด การปรับความชัดใกล้ขึ้นจะทำให้ภาพมีความชัดลึกลดลง พูดง่ายๆคือ ยุ่งถ่ายภาพใกล้มากเท่าใด ภาพก็จะมีระยะชัดน้อยลงตามลำดับ

ทางยาวโฟกัสของเลนส์ ( Focal Length)
เมื่อถ่ายภาพที่ระยะห่างและขนาดรูรับแสงเดียวกัน เลนส์เทเลโฟโต้จะให้ภาพที่มีระยะชัดลึกน้อยกว่าเลนส์มุมกว้าง ยิ่งทางยาวโฟกัสเพิ่มขึ้นเท่าไร ช่วงระยะชัดลึกก็จะน้อยลงตามลำดับ

บทสรุป

เมื่อได้เรียนรู้เกี่ยวกับระยะชัดลึกแล้ว คุณสามารถนำความรู้นี้ ไปใช้ในการควบคุมระยะชัดลึกของภาพได้ และเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น จะช่วยให้การตัดสินใจในเรื่องของ การควบคุมระยะชัดลึก เป็นไปอย่างรวดเร็ว เช่นเมื่อตอ้งการถ่ายภาพทิวทัศน์ให้คมชัดทั้งภาพ คุณตอ้งใช้เลนส์มุมกว้างที่มีคุณสมบัติชัดลึกมากกว่าเลนส์เทเล แล้วปรับรูรับแสงแคบเพื่อเพิ่มระยะชัด แต่ถ้าตอ้งการถ่ายภาพให้ชัดตื้น เช่นถ่ายภาพบุคคลให้ฉากหลังเบลอ ตอ้งเลือกใช้เลนส์เทเลโฟโต้ เช่น 100 หรือ 200 mm. ถ่ายภาพโดยเปิดรูรับแสงกว้างสุดและเข้าไปถ่ายภาพใกล้ๆ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้ภาพที่ชัดตื้นหรือมีฉากหลังเบลออย่างง่ายดาย

ขอบคุณบทความจากนิตยสาร SHUTTER PHOTOGRAPHY

Read More

ไม่ใช้กล้องมืออาชีพ ก็ถ่ายภาพให้สวยได้

กล้องธรรมดาๆ ที่คุณมีอยู่สามารถถ่ายภาพ ให้สวยออกมาแบบมืออาชีพได้สบายๆ เลย เพียงแค่คุณรู้เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้

จากข้อมูลที่มีอยู่บอกว่า...กล้องพกพาที่มีจำหน่ายในประเทศไทยมีสามแบบ แบบแรกคือ กล้องราคาต่ำที่สุดเป็นกล้องพกพาซึ่งมีโฟกัสคงที่ ไม่สามารถปรับโฟกัสได้หรือโฟกัสฟรี มีราคาประมาณ 1,000 กว่าบาท แบบที่สองคือ กล้องที่ให้ภาพคมชัดกว่า เป็นที่มีการปรับโฟกัสให้อัตโนมัติ หรือออโต้โฟกัสซึ่งจะปรับความชัดของภาพด้วยการใช้แสงอินฟราเรดที่มองไม่เห็น และแบบที่สามคือ กล้องออโตโฟกัสมีราคาแพงที่สุด มีเลนส์ซูมสามารถดึงภาพใกล้-ไกลได้ ราคาตั้งแต่ประมาณ 5,000 บาทถึง 25,000 บาท กล้องออโต้โฟกัสปรับตั้งทุกระบบโดยอัตโนมัติตามสภาพของแสง จึงให้ภาพที่คมชัดกว่ากล้องแบบโฟกัสฟรี โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสภาวะที่มีแสงน้อย


ถ่ายภาพกลางแจ้ง

กล้องพกพาใช้งานง่ายที่สุดเมื่อถ่ายภาพกลางแจ้งในวันแดดจัด ปัจจุบันกล้องพกพาสามารถคำนวณแสงและลบเงาได้โดยอัตโนมัติ ถ้าเป็นไปได้ควรเลี่ยงการใช้แฟลชในที่ร่ม เพื่อให้ถ่ายรูปออกมาโดยใช้แสงธรรมชาติส่องจะดีกว่า แต่ถ้าแสงไม่พอและต้องใช้แฟลชก็ต้องศึกษาให้ดีว่าแฟลชสามารถส่องสว่างได้ไกลเพียงใด กล้องพกพามักจะ ตั้งระยะสว่างของแฟลชไว้ที่ 3 เมตร ถ้าไกลกว่านี้อาจทำให้ภาพออกมามืดได้ หากใช้ฟิล์มไวแสงเช่นฟิล์มที่มีค่า ASA 400 ก็สามารถอยู่ไกลออกมาได้ถึง 4 เมตร ถ้าถ่ายรูปในวันที่มีแดดจัดใช้ฟิล์ม 100 ก็พอ แล้วถ้าวันใดมีฝนตก ฟ้าดูครึ้มๆ ก็ใช้ฟิล์ม 200 หรือ 400 จะดีกว่าค่ะ

การรักษาระยะห่าง

กล้องพกพาส่วนใหญ่จะถ่ายภาพออกมาไม่ชัดถ้าอยู่ใกล้ตัวแบบเกิน 1.5 เมตร ถ้าถ่ายใกล้ในระยะไม่เกิน 1 เมตร ภาพที่ได้จากกล้องพกพาส่วนใหญ่จะพร่ามัว ยกเว้นกล้องที่มีเลนส์มาโครสำหรับถ่ายภาพใกล้ แต่ถ้าคุณไม่มีเลนส์ชนิดนี้ไม่ต้องเศร้าไปเพราะมีวิธีแก้คือ ตอนเอาฟิล์มไปล้างคุณก็สั่งอัดขนาด 5*7 นิ้วหรือใหญ่กว่านั้น พอได้รูปมาคุณก็ตัดขอบส่วนเกินออกไปเท่านี้คุณก็จะได้รูปที่ดูเหมือนใกล้แล้วค่ะ

ใช้แฟลชแม้มีแดด

ในบางครั้งแม้ว่าเราถ่ายรูปในยามที่มีแดดจ้า เราก็อาจจะต้องใช้แฟลชเพื่อลบหรือลดเงาดำตามขอบตาขอบปากออก กล้องรุ่นใหม่บางรุ่นจะอัฉริยะมาก จะทำการวัดแสงให้อัตโนมัติ แต่ถ้าเป็นกล้องแบบเก่าที่ต้องเปิดแฟชเอง คุณก็ควรจะเปิดด้วยนะคะ วิธีที่ใช้แฟลชทั้งๆ ที่มีแดดอย่างนี้ช่างภาพมืออาชีพเขาเรียกกันว่า "ฟิลอินแฟลช"

ดูแสงก่อนถ่าย

ตอนที่คุณถ่ายภาพเคยเจอเหตุการณ์ที่เรียกว่า "ย้อนแสง" ไหมค่ะ นั่นคือฉากหลังของแบบที่เราจะถ่ายมีแสงจ้ามากไป จนทำให้ตัวแบบของเรามืด การเปลี่ยนมุมมองถ่ายภาพเป็นวิธีเลี่ยงที่ง่ายที่สุดแล้ว สำหรับกล้องแพงๆ บางรุ่นมีระบบควบคุมแสงฉากหลังด้วย เรียกว่า Backlight control หรือ Backlight compensation จะทำให้ฉากหลังไม่มืด ถ้าอยากรู้ว่ากล้องของคุณมีระบบนี้หรือไม่ก็อ่านดูในคู่มือนะคะ เคล็ดลับในการถ่ายภาพคนให้ดูดีและภาพออกมานุ่มนวลคือให้คนนั้นอยู่ในที่ที่มีแสงไม่จ้าเกินไปเช่น ถ่ายใต้เงาอาคาร

Read More

การถ่ายภาพเวลากลางคืน


การถ่ายภาพเวลากลางคืน (Night Picture) ได้แก่ การถ่ายภาพที่อาศัยแสงสว่างจากไฟฟ้าตามท้องถนน ป้ายนีออนโฆษณา น้ำพุ การยิงพลุ ห้องโชว์สินค้า ไฟประดับในวันเฉลิมฉลองต่าง ๆ แสงไฟจากรถยนต์ แสงเทียน สายฟ้าแลบ ดวงจันทร์ และดวงดาวบนท้องฟ้า ความสวยงามต่างๆที่เราสามารถมองเห็นได้ในเวลาค่ำคืนดังกล่าว เราสามารถบันทึกภาพที่งดงามเหล่านั้นด้วยกล้องถ่ายภาพได้เช่นเดียวกับการถ่ายภาพในเวลากลางวัน

การถ่ายภาพในเวลากลางคืนนั้นต้องมีอุปกรณ์ที่จำเป็นดังนี้

1. กล้องถ่ายภาพชนิดที่มีความเร็วชัตเตอร์ B หรือ T
2. ขาตั้งกล้อง
3. สายไกชัตเตอร์
4. นาฬิกาจับเวลา
5. ไฟฉายดวงเล็ก ๆ
6. สมุดบันทึกสำหรับจดรายละเอียด เช่น เวลาในการเปิดหน้ากล้อง


แสงสว่างจากหลอดไฟต่าง ๆ ในเวลากลางคืนนั้น เราจะวัดแสงลำบากและไม่แน่นอนจึงควรใช้ประสบการณ์ที่ได้ทดลองถ่ายและจดบันทึกรายละเอียดไว้ในแต่ละครั้งมาพิจารณา ปกติจะถ่ายภาพด้วยการตั้งความเร็วไว้ที่ B หรือ T แล้วนับเวลา(Time exposure) ใช้เวลาในการเปิดม่านชัตเตอร์ เป็นวินาทีหรือนาทีก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะและปริมาณของแสง

ในขณะที่ถ่ายภาพ เนื่องจากต้องใช้เวลานานในการเปิดม่านชัตเตอร์ จึงจำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้องเพื่อป้องกันกล้องเคลื่อนที่ และสั่นไหว ขาตั้งกล้องควรเป็นชนิดที่แข็งแรงมีที่สำหรับปรับมุมยกหน้ากล่องขึ้นและลงได้ และสามารถหมุนกล้องไปทางซ้ายและขวาที่เรียกว่า Pan กล้องได้ ซึ่งเราจะได้ถ่ายภาพออกมามีลักษณะและสีสันที่แปลกออกไปอีกแบบหนึ่งส่วนเลนส์ที่ใช้หากเป็นเลนส์ที่สามารถซูมภาพได้ ก็ยิ่งจะได้ภาพที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นอีก

นอกจากใช้ฟิล์มขาว–ดำ ถ่ายภาพไฟในเวลากลางคืนได้แล้ว อาจใช้ฟิล์มเนกาทิฟสีหรือสไลด์สีก็ได้ ซึ่งจะได้ภาพที่มีสีสวยงามยิ่งขึ้น
การเลือกใช้ฟิล์มสไลด์สีขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราจะถ่าย เช่น การถ่ายภาพไฟตามถนน ป้ายนีออนโฆษณา ไฟประดับ ก็ควรใช้ฟิล์มแสงแดด (Day Light) ภาพที่ได้จะมีสีค่อนข้างเหลือง หรืออาจใช้ฟิลเตอร์สีฟ้าสวมหน้าเลนส์เพื่อแก้สีก็ได้

ถ้าเป็นภาพการแสดงบนเวที งานประเพณีต่าง ๆ ควรใช้ฟิล์มที่มีควาไวแสงสูง เช่น 200 ISO, 400 ISO เพื่อให้สามารถจับภาพเคลื่อนไหวได้ ส่วนภาพดวงจันทร์หรือดวงดาวควรใช้ฟิล์มที่ใช้กับแสงไฟทังสเตน จะได้สีที่ถูกต้องยิ่งขึ้น

Read More

แสงกับการถ่ายภาพ

การถ่ายภาพ ไม่ว่าจะถ่ายภาพอะไรก็แล้วแต่ แสงสีและบรรยากาศคือสิ่งที่สำคัญมาก เพราะสามารถสื่อถึงอารมณ์ภาพได้เป็นอย่างดี และช่วงเวลาที่เหมาะสม คือตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเรื่อยไปจนถึงหลังพระอาทิตย์ขึ้นประมาณครึ่งชั่วโมง อีกช่วงหนึ่งคือ ก่อนพระอาทิตย์ตกและหลังพระอาทิตย์ตกประมาณครึ่งชั่วโมง ในช่วงเวลาเช่นนี้เราจะได้บรรยากาศของแสงสีที่ดูอบอุ่น โดยเฉพาะช่วงเวลาก่อนพระอาทิตย์ขึ้นและหลังพระอาทิตย์ตกนั้น ท้องฟ้าจะแปรเปลี่ยนสีสันอย่างสวยงาม ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน ทำให้ภาพที่ดูธรรมดาๆ ในเวลากลางวันกลายเป็นภาพที่สวยงามตระการตาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับโชคและดวงด้วย

บ่อยครั้งที่สถานที่เดียวกัน แต่คนละวัน ภาพที่ได้มีบรรยากาศที่แตกต่างกัน แต่ถ้าเป็นช่วงเวลากลางวัน ไม่ว่าจะถ่ายวันไหนก็ดูคล้ายๆ กันไปหมด ลองสังเกตภาพจากหนังสือ นิตยสาร โปสเตอร์ โปสการ์ด สคส หรือปฏิทิน คุณจะพบว่าเกินครึ่งของภาพทิวทัศน์ถ่ายภาพในช่วงเวลาเช้าหรือเย็น แม้กระทั่งภาพคนก็ยังนิยมถ่ายภาพในช่วงเวลานี้เช่นกัน เนื่องจากแสงไม่แรงจนเกินไป และได้โทนสีที่ดูอบอุ่นมากกว่าช่วงเวลากลางวัน

นักถ่ายภาพมืออาชีพจะเลือกเวลาในการถ่ายภาพตอนเช้ากับตอนเย็นเช่นกัน โดยเฉพาะนักถ่ายภาพทิวทัศน์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกแทบจะนอนพักผ่อนในเวลากลางวันเลยทีเดียว แล้วไปรอถ่ายภาพตั้งแต่ท้องฟ้ายังไม่สว่าง ในขณะที่มือสมัครเล่นยังนอนหลับสบายอยู่บนเตียง การเดินทางท่องเที่ยวครั้งต่อไปของคุณ ลองนอนตั้งแต่หัวค่ำแล้วตื่นไปถ่ายภาพตอนตีห้า แต่อาจจะต้องสำรวจทำเลที่จะถ่ายภาพก่อนล่วงหน้า แล้วคุณจะไม่อยากถ่ายภาพในช่วงเวลากลางวันอีกเลยก็เป็นได้ สิ่งที่ต้องไม่ลืมในการถ่ายภาพแสงสีช่วงเช้าหรือเย็นคือ สภาพแสงน้อยมาก คุณจำเป็นต้องมีขาตั้งกล้องและสายลั่นชัตเตอร์เพื่อช่วยให้ภาพที่ได้มีความคมชัดแน่นอน

Read More